trat





































Website สำนักบริหารงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 
ศูนย์รวมแหล่งเรียนรู้  และองค์ความรู้ 
ธนาคารความรู้ กศน.  และเครือข่าย 

 สถานีวิทยุศึกษา
สพฐ.เขต1 สระแก้ว


Admin Only
สำหรับ web master ผู้ดูแล website เข้าไปแก้ไข ส่วนต่างๆ ของ website นี้
วิธีการใช้งาน




Warning: fread() [function.fread]: Length parameter must be greater than 0 in C:\AppServ\www\trat\left.php on line 90

ท่านเป็นผู้เข้าชม
ลำดับที่:


หัวข้อที่ 3: กฎระเบียบ> เรื่องที่ 3

  

ตัวอย่างการกระทำผิดวินัย


กรณีตัวอย่าง

กรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ (ไม่ร้ายแรง)

          ชื่อ นายเพิก ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา
          กระทำผิดวินัยในเรื่อง เมื่อได้รับอนุมัติเงินงบประมาณเพื่อซ่อมแซมหลังคาโรงอาหารแล้วไม่ดำเนินการจัดจ้างตามระเบียบ  แต่
ดำเนินการซ่อมแซมเองโดยใช้ชื่อผู้อื่นเป็นผู้รับจ้าง และได้รับเงินบริจาคแล้วไม่ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่การเงินเพื่อลงทะเบียนคุม ทั้งมิได้
ออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้บริจาค

          ข้อเท็จจริง ได้ความว่ากรณีเบิกเงินค่าซ่อมแซมหลังคาโรงอาหารนั้น นายเพิกได้ไปติดต่อนาย ก.  เจ้าของร้านรับเหมาก่อสร้างมา
ซ่อมแซมหลังคาโรงอาหารของโรงเรียน ตามที่ได้รับอนุมัติเงินงบประมาณมา  แต่นาย ก. ปฏิเสธ เนื่องจากไม่ว่าง นายเพิกจึงขอให้
นาย ก. ยอมให้ใช้ชื่อเป็น  ผู้รับจ้าง เพื่อใช้เป็นหลักฐานการขอเบิกเงินงบประมาณดังกล่าว   ต่อมานายเพิกได้จ้างแรงงานชาวบ้านมาทำ
การซ่อมแซมหลังคาโรงอาหาร    โดยให้นาย ข. ซึ่งเป็นนักการภารโรงช่วยเหลือด้วย เมื่อซ่อมแซมเสร็จ  นายเพิกได้จัดทำเอกสารเพื่อ
เบิกเงินจำนวน
20,000 บาท มาจ่ายค่าแรงให้แก่ชาวบ้านที่จ้างมาและค่าวัสดุก่อสร้าง    จากการตรวจสอบสภาพการซ่อมแซมปรากฏว่า 
มีการซ่อมแซมหลังคาโรงอาหารจริง แต่ไม่สามารถประเมินค่าแรงงานและวัสดุได้ว่า เหมาะสมกับเงินจำนวน
20,000 บาทหรือไม่   
นอกจากนี้ยังปรากฏว่านายเพิกได้รับเงินบริจาคแล้วไม่ส่งมอบเงินให้เจ้าหน้าที่การเงินเพื่อลงบัญชีคุมและไม่ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่
ผู้บริจาค แต่มิได้นำเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวแต่อย่างใด

          มาตรา 85 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535
          กรณี ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
          โทษ ลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น
          หมายเหต กรณีความผิดเกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ. ครู ฯ 47 ใช้บังคับ จึงต้องปรับตาม พ.ร.บ. พลเรือน ฯ 35ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น

 

  

           ชื่อ นายพล ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา
          กระทำผิดวินัยในเรื่อง ยืมเงินกองทุนหมุนเวียนโครงการส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระเพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียน (ส.อ.ร.)จำนวน 41,500 บาท  ได้ดำเนินการตามนโยบายของกรมสามัญศึกษา(เดิม) ในฐานะครูที่ปรึกษาโครงการ เมื่อสิ้นสุดโครงการแล้วยังมิได้รายงานผลการดำเนินการและส่งเงินดังกล่าวคืน จนมีการทวงถามก็ยังเพิกเฉย
          ข้อเท็จจริง ได้ความว่า โรงเรียนได้จัดทำโครงการส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ เพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียน (ส.อ.ร.) จึงแต่งตั้งครู อาจารย์ เป็นคณะกรรมการ มีหน้าที่พิจารณาโครงการที่นักเรียนนำเสนอ ควบคุมการจ่ายและรักษาเงินสนับสนุนและนิเทศ       ตลอดจน
แก้ปัญหา ในกรณีที่การดำเนินการตามโครงการขาดทุนหรือไม่สามารถนำเงินที่ยืมมาส่งคืนได้
  เมื่อสิ้นสุดโครงการ นายพลได้ทำหน้าที่
เป็นรองประธานกรรมการ
 และยังแต่งตั้งให้ตนทำหน้าที่เป็นประธานคณะทำงาน และอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการด้วย  การดำเนินโครงการดังกล่าว มีลักษณะเป็นการยืมเงินเป็นทุนหมุนเวียน โดยให้อิสระแก่นักเรียนที่จะรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นกลุ่มหรือบริษัท  แล้วเสนอโครงการเพื่อขอยืมเงินไปดำเนินการ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม2539 ทางโรงเรียนได้มอบเงินทุนหมุนเวียน   ตามโครงการ เป็นจำนวน70,000 บาท ให้แก่นายพล  เพื่อนำไปแบ่งให้ครูอาจารย์ที่รับผิดชอบ ไปดำเนินการตามโครงการอย่างต่อเนื่อง  ในส่วนของนายพลได้รับเงินยืมจากโครงการไปดำเนินการจำนวน 41,500 บาท ต่อมาเมื่อสิ้นสุดโครงการแล้ว  เจ้าหน้าที่การเงินตรวจสอบพบว่า  นายพลยังมิได้รายงานผลการดำเนินการโครงการ และยังมิได้ส่งใช้เงินยืมจำนวน 41,500 บาท  จึงได้มีการทวงถามเป็นระยะ ๆ   เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม2546   วันที่ 1 กรกฎาคม 2546วันที่ 8 สิหาคม 2546  และวันที่ 11กันยายน 2546 รวม 4 ครั้ง แต่นายพลยังเพิกเฉย ไม่ยอมส่งเงินคืน ประกอบกับได้ปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ดำเนินการทางวินัยแก่นายพลอีกคดีหนึ่ง   กรณีกระทำความผิดอาญาในเรื่องยักยอกโทรทัศน์สีขนาด 34 นิ้ว ของห้างร้านไป จนศาลแขวงมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 3 เดือน คดีถึงที่สุด   และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้สั่งลงโทษปลดออกจากราชการไปแล้ว
          มาตรา 85 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535
          กรณี ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
          โทษ ลดขั้นเงินเดือน 1 ขั้น
          หมายเหต กรณีความผิดเกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ. ครู ฯ 47 ใช้บังคับ จึงต้องปรับตาม พ.ร.บ. พลเรือน ฯ 35 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น

 

 

         ชื่อ นางแพทอง  ตำแหน่ง ครูชำนาญการ  
          กระทำผิดวินัยในเรื่อง  ลงโทษนักเรียนที่ทำการบ้านไม่เสร็จ
          ข้อเท็จจริง นางแพทอง เป็นครูสอนวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นละ 2 ห้องเรียน มีนักเรียน
ทำการบ้านไม่เสร็จห้องละหลายคน 
นางแพทองได้ลงโทษนักเรียนที่ไม่ทำการบ้าน  โดยการให้เก็บขยะบ้าง ตีบ้าง หรือให้ทำความสะอาดบริเวณโรงเรียนบ้าง แต่ก็ยังมีนักเรียนทำการบ้านไม่เสร็จเป็นจำนวนมาก ครูและนักเรียนจึงได้มาตกลงกัน  สุดท้ายได้ข้อตกลงว่าทำการบ้านไม่เสร็จให้เก็บเงินหน้าละ 1 บาท  ให้หัวหน้าห้องเป็นผู้จัดเก็บเงินที่เก็บได้หัวหน้าห้องทำหายบ้าง  หัวหน้าห้องย้ายบ้าง  จึงได้นำเงินมาฝากไว้กับนางแพทอง  เงินที่เก็บได้นางแพทอง ได้นำไปซื้อขนมให้นักเรียนแต่ละห้องรับประทาน และนำไปซื้ออุปกรณ์ตกแต่งห้อง ไม่ปรากฏว่าได้นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนแต่อย่างใด
          มาตรา  85 วรรคหนึ่ง และ 94 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547
          กรณี  ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ไม่รักษาชื่อเสียงของตนและรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย โดยกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
          งดโทษ ว่ากล่าวตักเตือน

         ชื่อ นายจันทร์   ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน
         ชื่อ นายอังคาร  ตำแหน่ง ครู
          กระทำผิดวินัยในเรื่อง  ทำหลักฐานขอเบิกจ่ายเงินค่าวิทยากรบุคคลภายนอก จำนวน 6,960บาท ทั้งที่ยังไม่ได้ทำการสอน
          ข้อเท็จจริง ฟังได้ความว่าโรงเรียนได้รับจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อจ้างวิทยากรบุคคลภายนอก เพื่อชดเชยจำนวนครูที่ขาดแคลน โดยเฉพาะวิชาการทำขนมไทย  ซึ่งทางโรงเรียนเคยดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ.2541 ถึง 2544 แต่ปีการศึกษา 2544 มีการจ้างเฉพาะวิชา ขนมไทย     นายจันทร์กลัวเงินงบประมาณที่ทางราชการจัดสรรให้   จะตกไปนายจันทร์กับนายโสม จึงได้จัดทำเอกสารเกี่ยวกับการจ้างวิทยากรบุคคลภายนอก  โดยนายจันทร์ได้ลงนามในเอกสารทุกแผ่นและนายอังคารได้นำเอกสารต่าง ๆ ที่จัดทำขึ้น ไปให้นางพรพรรณลงนาม เช่น หนังสือตอบรับขอเป็นวิทยากร  บัญชีลงเวลามาปฏิบัติราชการ แต่การกระทำดังกล่าวกระทำไป โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อไม่ให้เงินงบประมาณดังกล่าวตกไป เพราะนางพรพรรณรับปากว่าจะสอนตามตารางการสอน  เงินดังกล่าวยังไม่ได้ทำการเบิกจากสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ  แต่ต่อมาเมื่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมาตรวจพบและได้มีการ ท้วงติง  จึงมิได้ทำการเบิกเงินดังกล่าวจากสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ
          มาตรา 85 วรรคหนึ่ง และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ พลเรือน พ.ศ. 2535
          ฐาน    ไม่ปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ
          โทษ    ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน
          หมายเหต กรณีความผิดเกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ. ครู ฯ 47 ใช้บังคับ จึงต้องปรับตาม พ.ร.บ. พลเรือน ฯ 35 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น

  

 

กรณีความผิดเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ


         ชื่อ นางเสงี่ยม ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน  
         ชื่อ  นางมณี   ตำแหน่ง ครู   
          กระทำผิดวินัยในเรื่อง  มีพฤติกรรมทุจริตเงินที่ได้รับจากการจัดงานฉลองครบรอบ ๗๐ ปี ของโรงเรียน และการจัดจำหน่ายหนังสือแบบเรียน โดยไม่จัดทำหลักฐานรับจ่ายเงิน
          ข้อเท็จจริง กรณีนางเสงี่ยมได้เก็บรักษาเงินที่ได้รับจากการจัดงานครบรอบ ๗๐ ปี ของโรงเรียน จำนวน ๑๔๘,๗๑๘ บาทไว้กับตนเองโดยมิได้มอบให้เจ้าหน้าที่การเงินฝากธนาคารหรือลงในสมุดบัญชีคุมเงิน  ต่อมาภายหลังได้นำเงินไปใช้จ่ายในกิจกรรมพัฒนาโรงเรียน และลงบัญชี ไม่ครบจำนวนและบางรายการไม่ปรากฏหลักฐาน  การกระทำของนางเสงี่ยมเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่านางเสงี่ยมมีเจตนาทุจริตแต่อย่างใด พฤติการณ์เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง  สมควรลงโทษลดขั้นเงินเดือน ๑ ขั้น แต่เนื่องจากนางเสงี่ยมได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ สมควรงดโทษตามมาตรา ๑๐๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕
          ส่วนกรณีนางมณีได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการจัดซื้อหนังสือประจำชั้นเรียน ป.๑ - ป.๖ ปีการศึกษา ๒๕๓๙ และ ๒๕๔๐  มิได้จัดทำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการจัดซื้อและการขายไว้  และได้นำเงินกำไรประมาณ ๙,๗๐๐ บาท ส่งเข้าบัญชีเงินบำรุงการศึกษาของโรงเรียนจำนวน ๔,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือได้นำไปใช้ในประโยชน์ของโรงเรียน การกระทำของนางมณีเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการโดยไม่มีเจตนาทุจริต พฤติการณ์เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง
          มาตรา   ๘๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕
          ฐาน     ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ
          โทษ     งดโทษให้ภาคทัณฑ์ นางเสงี่ยม และนางมณี

         
         ชื่อ นายเขียว  ตำแหน่ง ครู      สังกัด กรมการศึกษานอกโรงเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
          กระทำผิดวินัยในเรื่อง  เบิกเงินค่าตอบแทนวิทยากรวิชาชีพระยะสั้นอันเป็นเท็จ เพื่อนำเงินไปชดใช้ให้ร้านวัสดุก่อสร้าง เป็น
ค่าวัสดุก่อสร้างที่ซื้อเชื่อมาก่อสร้างศูนย์การเรียน และดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ

          ข้อเท็จจริง นายเขียวในฐานะผู้บริหารได้ออกไปพบปะสังสรรค์กับชาวบ้าน โดยมีการ ร่วมเสพสุรากันเป็นบางครั้ง แต่ไม่มีอาการ
มึนเมาหรือทำให้ราชการในหน้าที่เสียหายแต่อย่างใด ในกรณีผู้บังคับบัญชาได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้ว ส่วนกรณีเบิกค่าวิทยากรวิชาชีพ
ระยะสั้นอันเป็นเท็จนั้น   มีข้อเท็จจริงว่า ขณะที่นายเขียวดำรงตำแหน่งหัวหน้าศูนย์ ได้ดำเนินการสร้างศูนย์การเรียน  โดยจัดซื้อวัสดุ
ก่อสร้างจากร้านก่อสร้างเป็นเงินเชื่อ แล้วนำนักศึกษาและประชาชนในพื้นที่ช่วยกันปลูกสร้างอาคารศูนย์การเรียน           โดยเหตุที่
กรมการศึกษานอกโรงเรียนไม่มีเงินงบประมาณในส่วนนี้ และประชาชนก็ยากจน  นายเขียว จึงแก้ปัญหาโดยนำเงินงบประมาณที่
ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัด จัดสรรให้เป็นค่าจัดการเรียนการสอนวิชาชีพระยะสั้นไปใช้ในการจัดสร้างศูนย์การเรียนดังกล่าว
โดยจัดทำเอกสารขอจัดกลุ่มวิชาชีพระยะสั้นจำนวน ๙๐ ชั่วโมง โดยไม่มีการเรียนการสอนจริง  เมื่อได้รับเงินที่ขอเบิกเป็นค่าวิทยากรบุคคลภายนอกจำนวน ๙
,๐๐๐ บาท แล้วจึงนำไปจ่ายค่าวัสดุก่อสร้างที่ซื้อจากร้านวัสดุก่อสร้างจนครบ ต่อมานายเขียวยังได้นำเงินส่วนตัวมาชำระคืนให้แก่ทางราชการ จำนวน ๙,๐๐๐ บาท  ตามที่ตนได้เบิกจ่ายไป
          มาตรา   ๘๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕
          กรณี   ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ
          โทษ     ตัดเงินเดือน ๕% เป็นเวลา ๑ เดือน

  

กรณีทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

          ชื่อ นางสมศรี ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
          กระทำผิดวินัยในเรื่อง
           1. ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มสวัสดิการ สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและ
สวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัด ได้รับเงินจองรถยนต์และรับเงินมัดจำจากผู้สั่งจองแล้ว ไม่ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการดำเนินการสวัสดิการดังกล่าว

           2.ปลอมลายมือชื่อผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัด เพื่อให้นางอุไร ซึ่งเป็นเพื่อน
ร่วมงานนำไปกู้เงินจากธนาคารออมสิน แล้วนำเงินมาให้ตน

          ข้อเท็จจริง  นางสมศรีได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่หัวหน้ากลุ่มสวัสดิการ ได้รับเงินสั่งจองรถยนต์ตามโครงการสวัสดิการรถยนต์
สำหรับสมาชิกคุรุสภา ซึ่งมีสมาชิกสั่งจองจำนวน
25 ราย   จ่ายเงินค่ามัดจำคันละ 6,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 150,000 บาท  ในฐานะ
ที่ตนเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบตามโครงการนี้
  ต่อมามีการยกเลิกโครงการ จึงต้องคืนเงินค่ามัดจำให้กับผู้สั่งจองทั้งหมด  นางสมศรีไม่ยอม
จ่ายเงินค่ามัดจำคืนให้แก่ผู้สั่งจองบางราย และสมาชิกบางรายได้รับเงินคืนล่าช้า    นอกจากนี้ผู้สั่งจองรถยนต์บางรายได้รับเงินคืนเพียง
บางส่วน         โดยการผ่อนชำระคืนให้ จนสมาชิกผู้สั่งจองบางรายได้มีหนังสือถึงผู้บังคับบัญชา ขอเงินค่ามัดจำรถยนต์คืน เพราะกลัวจะ
ไม่ได้เงินคืน     รวมทั้งวิตกกังวลในเรื่องการจ่ายเงินมัดจำดังกล่าวคืนล่าช้า  เหตุที่มีการจ่ายเงินคืนล่าช้านั้น    นางสมศรีได้ให้การต่อ
คณะกรรมการสืบสวนในชั้นสืบสวนข้อเท็จจริงว่า ได้นำเงินมัดจำของผู้สั่งจองรถยนต์จำนวนหนึ่งไปใช้ในการรักษาพยาบาลมารดา
ของตนซึ่งป่วยหนัก  และปัจจุบันนางสมศรีได้จ่ายเงินค่ามัดจำดังกล่าวคืนแก่ผู้สั่งจองทุกรายเรียบร้อยแล้ว

          กรณีปลอมลายมือชื่อผู้บังคับบัญชา ข้อเท็จจริงได้ความว่า นางสมศรีมีความจำเป็นที่จะต้องหาเงินมาจ่ายค่ามัดจำคืนให้แก่ผู้สั่งจอง
รถยนต์       นางสมศรี จึงขอใช้สิทธิของนางอุไรซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานกู้เงินจากธนาคารออมสิน และการส่งเอกสารอย่างเร่งด่วนต่อ
ธนาคาร นางสมศรีจึงได้ปลอมลายมือชื่อผู้อำนวยการ ในหนังสือรับรอง เพื่อทางธนาคารจะได้พิจารณาอนุมัติโดยเร็ว

          มาตรา 82 วรรคสาม และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. 2535
          กรณี ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
          โทษ    ไล่ออกจากราชการ
          หมายเหตุ  กรณีความผิดเกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ. ครู ฯ 47 ใช้บังคับ จึงต้องปรับตาม พ.ร.บ. พลเรือน ฯ 35  ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น


          ชื่อ นายเภา ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
          กระทำผิดวินัย  เรื่อง ปลอมลายมือชื่อเจ้าหน้าที่พัสดุ และกรรมการตรวจรับพัสดุ  ในเอกสารหลักฐานการจัดซื้อวัสดุและครุภัณฑ์ของโรงเรียน       โดยไม่มีไครทราบเรื่อง และโรงเรียนไม่ได้รับวัสดุและครุภัณฑ์ดังกล่าว
          ข้อเท็จจริงได้ความว่า   เมื่อปีงบประมาณ 2546  ขณะที่นายเภาดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งได้ดำเนินการจัดทำเอกสารหลักฐานการจัดซื้อวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโรงเรียน ดังนี้
                    1. นายเภาได้จัดทำเอกสารการจัดซื้อโดยวิธีตกลงราคา ในวงเงิน 50,000 บาท  เมื่อวันที่ 8กันยายน 2546 โดยได้ลงลายมือชื่อของ นายสอน ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุ เป็นผู้เสนอจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์จำนวน 11 รายการ และในวันเดียวกัน นายเภาได้ตกลงซื้อวัสดุอุปกรณ์จำนวน 11 รายการดังกล่าวกับห้างหุ้นส่วน ก. จำกัด ตามใบสั่งซื้อเลขที่ - / 2546 ลงวันที่ 8 กันยายน 2546  ต่อมาได้ปรากฏใบส่งของที่แสดงถึงหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วน ก.จำกัด  เป็นผู้ส่งสินค้าวัสดุอุปกรณ์ที่สั่งซื้อแก่นายเภา  และนายเภา เป็นผู้รับสินค้าทั้งหมด 11 รายการ รวมเป็นเงิน 50,000 บาท วันที่ 11 กันยายน 2546   นายเภาได้จัดทำใบตรวจรับพัสดุ ลงวันที่ 11 กันยายน 2546    โดยได้ลงลายมือชื่อของ
คณะกรรมการตรวจรับพัสดุเป็นผู้รับมอบพัสดุ  ประกอบด้วย นายริน นายคง นางสาวแก่น และนายสอน เจ้าหน้าที่พัสดุเป็นผู้รับมอบ ต่อมาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้จ่ายเงินค่าวัสดุอุปกรณ์ที่จัดสรรให้กับทางโรงเรียนต่าง ๆ จำนวน
6 โรงเรียน รวมทั้งโรงเรียนแห่งนี้จำนวน 50,000 บาท ด้วย
                    2. วันที่ 22 กันยายน 2546 นายเภาได้จัดทำเอกสารหลักฐานการจัดซื้อเป็นบันทึกขอจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในวงเงิน 10,000 บาทจำนวน 11 รายการ โดยวิธีตกลงราคา พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ประกอบด้วยนายริน นายคง และนางสาวแก่น  วันเดียวกัน นายเภาได้ตกลงซื้อวัสดุและอุปกรณ์ดังกล่าว    จากร้านเครื่องเขียน ตามใบสั่งซื้อเลขที่ 10/2546  ลงวันที่ 22 กันยายน 2546  ต่อมาวันที่ 24 กันยายน 2546ได้ปรากฏใบส่งของที่แสดงถึงผู้จัดการร้านเครื่องเขียนผู้ส่งสินค้า ได้ส่งวัสดุและอุปกรณ์ทั้ง 11 รายการให้แก่นายเภาเป็นผู้รับสินค้า ตามใบส่งของลงวันที่ 24 กันยายน 2546  จากนั้นนายเภา  ได้ทำใบตรวจรับพัสดุโดยได้ลงลายมือชื่อของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุทั้ง 3 คน รวมทั้งลงลายมือชื่อของนายสอนหัวหน้าพัสดุ และนางสาวแก่นในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุด้วย
          สำหรับวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นายเภาจัดซื้อนั้น พยานบุคคลซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจรับพัสดุและเจ้าหน้าที่พัสดุ ต่างให้ถ้อยคำ
ตรงกันว่า ตนไม่ทราบและไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อดังกล่าว 
 ภายหลังคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงได้มาทำการสืบสวนแล้ว เห็นว่านายเภา ได้นำเอาวัสดุบางส่วนมาเก็บไว้ที่โรงฝึกงาน จำนวน 15 รายการ คิดเป็นเงินประมาณ 22,185 บาท   ส่วน
นายเภา ได้ยอมรับว่าได้ปลอมลายมือชื่อของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุและเจ้าหน้าที่พัสดุจริง
 สาเหตุเนื่องมาจากความจำเป็นเร่งด่วนและได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทราบแล้ว แต่ไม่มีใครยอมรับ ส่วนวัสดุที่ตนจัดซื้อ ตนได้นำมาเก็บไว้ที่โรงเรียน แต่เนื่องจากเป็นวัสดุ
สิ้นเปลืองจึงใช้หมดไป คงเหลือเท่าที่คณะกรรมการสอบสวนได้ตรวจสอบและพบเห็นเท่านั้น

          มาตรา 82 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 
          กรณี ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
          โทษ   ไล่ออกจากราชการ
          หมายเหตุ  กรณีความผิดเกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ. ครู ฯ 47 ใช้บังคับ จึงต้องปรับตาม พ.ร.บ. พลเรือน ฯ 35  ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น

 

          

ประพฤติชั่วไม่ร้ายแรง  กรณี ความผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันชู้สาว


         ชื่อ นายทอง  ตำแหน่ง ครู  สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
          กระทำผิดวินัย เรื่อง   การมีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวกับนางพร แต่มิได้เป็นเหตุให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนแตกแยก     
เนื่องจากการหย่าเกิดจากความไม่เข้าใจของการใช้ชีวิตร่วมกันและความสัมพันธ์ทางชู้สาวได้เกิดขึ้น ในช่วงที่นางพรได้จดทะเบียนหย่าขาดจากสามีแล้ว

          ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายมาจดทะเบียนสมรสกับนางพรเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2540 โดยการครองเรือนของบุคคลทั้งสองไม่ค่อยราบรื่น มักมีเรื่องทะเลาะกันอยู่เสมอ บางครั้งถึงกับตบตีกันจนต้องเข้าโรงพยาบาล หลังจากนั้นนางพรจึงออกจากบ้านไปพักที่บ้านคนอื่นระยะหนึ่ง  ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 นายมาและนางพรได้ไปจดทะเบียนหย่ากัน  แต่บุคคลทั้งสองยังคงอยู่ร่วมกันสามีภรรยาเช่นเดิม
          วันที่ 10 ตุลาคม 2547 นายมาและนางพร ทะเลาะกันอีก สาเหตุเกิดจากนายมามีความหึงหวงจากการที่ตัวเองเข้าใจว่า นางพรและ
นายทอง มีความสัมพันธ์ในทางชู้สาวต่อกัน และกรณีที่นายทองโทรศัพท์ไปหานางพร ในขณะที่นายมาไม่อยู่บ้าน
 ในครั้งนี้นางพรได้ขอให้บุคคลที่เคารพนับถือมาช่วยไกล่เกลี่ยให้ เสร็จแล้วต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน   ส่วนนายทองได้ย้อนกลับมาหานางพรอีก เมื่อนายมาเห็นดังนั้น จึงคาดคั้น จนนายทองยอมรับว่ารักใคร่ชอบพอกับนางพรจริง รุ่งเช้านายมาได้ไปร้องเรียนด้วยวาจาต่อผู้อำนวยการโรงเรียน   ส่วนนายทองเกรงว่าเรื่องจะบานปลาย จึงพยายามปรับความเข้าใจ แต่ไม่สามารถทำความเข้าใจหรือตกลงกันได้       เนื่องจากนายมา ได้ยื่นข้อเสนอให้นายทอง หย่าขาดจากนางจัน แล้วมาจดทะเบียนสมรสกับนางพร   แต่นายทองไม่ยอมรับข้อเสนอ ส่วนนางพร ยอมรับว่าตนเองรักใคร่ชอบพอกับนายทองด้วยเหมือนกัน    วันต่อมานางจันได้ขอให้บุคคลที่เคารพนับถือ ไปพูดคุยปรับความเข้าใจกับนายมาอีกครั้ง     โดยได้เสนอจ่ายเงินให้แก่นายมา จำนวน 200,000บาท เพื่อให้เรื่องยุติ        นายมา รับข้อเสนอนางจันจึงได้จ่ายเงินให้นายมา 2 งวด คือ งวดที่ 1 จำนวน 150,000 บาท และงวดที่ ๒ จำนวน 50,000 บาท
          ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2547 นายมาและนางพรได้ไปจดทะเบียนสมรสกันใหม่ที่อำเภอ   ต่อมานายมา เข้าใจว่านางพร ยังมีการติดต่อกับนายทองอีก  จึงเกิดความหึงหวงและทะเลาะกันอีกครั้ง แล้วไปร้องเรียนต่อผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา         เพื่อให้ดำเนินการทางวินัยกับนายทอง           ปัจจุบันนายทองมิได้ติดต่อหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับนางพรแล้ว ส่วนครอบครัวของนายมาและนางพรยังคงใช้ชีวิตครอบครัวกันตามปกติสุข
          มาตรา   94 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547
          กรณี  กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
          โทษ    ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน
           มติ     รับทราบและติดตามความประพฤติเป็นเวลา 1 ปี  

 

 

กรณี   ความผิดเกี่ยวกับการเสพสุรา


         ชื่อ นายสามารถ  ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
          กระทำผิดวินัยเรื่อง   ดื่มสุราในเวลาราชการเมื่อมีการจัดกิจกรรมของโรงเรียน เมื่อมีการเมาจะส่งเสียงดัง  พูดจาแสดงกิริยาไม่สุภาพ
ต่อชาวบ้าน  ดื่มสุราร่วมกับชาวบ้านนอกเวลาราชการ   แล้วส่งเสียงดัง มีพฤติกรรมลวนลามแทะเล็มและกระทำ อนาจารหญิงชาวบ้าน

          ข้อเท็จจริง  นายสามารถ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเมลัย    เมื่อปี 2540 ได้เกิดปัญหากระทบกระทั่งกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง  กรณีมี
ข้าราชการครูกระทำผิดถูกให้ออกจากราชการ แล้วได้กลับเข้ารับราชการ  ชาวบ้านเข้าใจว่านายสามารถเป็นคนช่วยเหลือ  นายสามารถไปวิพากษ์วิจารณ์ การสร้างถนนข้างโรงเรียนว่าไม่สมบูรณ์ทำให้ผู้รับเหมาที่เป็นชาวบ้านไม่พอใจ และมีความไม่เข้าใจกับผู้ใหญ่บ้าน ในการ
ส่งผลงานผู้ใหญ่บ้านดีเด่น   กลุ่มบุคคลดังกล่าว จึงร่วมกันทำเรื่องร้องเรียน แต่โดยพฤติกรรมของนายสามารถมักจะดื่มสุราในโรงเรียน        เมื่อมีการจัดกิจกรรมร่วมกับชาวบ้านที่โรงเรียนและมีการดื่มสุราร่วมกับชาวบ้านนอกเวลาราชการ
 เมื่อมีอาการเมาจะร่วมร้องเพลงส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้านและมีพฤติกรรมถูกเนื้อต้องตัวหญิงชาวบ้าน พูดจาแทะเล็มฝ่ายหญิง การดื่มสุราของนายสามารถยังปฏิบัติหน้าที่ราชการได้
          มาตรา    94 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547
          กรณี   ไม่รักษาชื่อเสียงเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย และกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
          โทษ     ภาคทัณฑ์
         

 

กรณี   ความผิดเกี่ยวกับการเสพสุรา การพนันและประพฤติตนไม่เหมาะสม


         ชื่อ นายเทพ  ตำแหน่ง ครู  สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
          กระทำผิดวินัย เรื่อง  ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอจับกุม ในข้อหา ประกาศชักชวนให้ผู้อื่นเล่นการพนันสลากกินรวบ อันเป็นการพนันประเภท ข. ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต    โดยนายเทพให้การรับสารภาพ ศาลจังหวัด มีคำพิพากษา ให้ลงโทษจำคุก 2 เดือน  ปรับ 2,500 บาท     โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคดีถึงที่สุด
          ข้อเท็จจริง ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2546 นายเทพ ได้พิมพ์ใบปลิวประกาศเชิญชวนให้ผู้อื่นเล่นการพนันสลากกินรวบ    โดยจะแบ่งเปอร์เซ็นต์การขาย  คือ สลากกินแบ่งรัฐบาลให้ 25% ส่วนสลาก ธ.ก.ส. และสลากออมสินนั้นให้ 10%   จากนั้นได้แจกจ่ายชักชวนให้ผู้อื่นทราบ เพื่อเล่นการพนันดังกล่าวในท้องที่อำเภอ    ต่อมาในวันที่ 3 มิถุนายน 2546  พ.ต.ท.ชาติชาย รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอ         ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญากับนายเทพ ในข้อหาชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันสลากกินรวบ  โดยการโฆษณาหรือประกาศโดยไม่ได้รับอนุญาต และในวันที่ 12 มิถุนายน 2546  นายเทพ ได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน โดยให้การรับสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวนและในชั้นศาล   ต่อมาในวันที่ 28 กรกฎาคม 2547      ศาลจังหวัด ได้มีคำพิพากษาว่า นายเทพ มีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 ให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 2,500บาทโดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว แต่ในชั้นสอบสวนทางวินัย นายเทพได้ปฏิเสธว่าที่ตนรับสารภาพไปนั้น เพราะพนักงานอัยการแนะนำให้รับสารภาพเพื่อคดีจะได้จบ โดยที่นายเทพมิได้นำสืบหักล้างแก้ข้อกล่าวหาแต่อย่างใด
          มาตรา   98 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535
          กรณี  กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
          โทษ    ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน
         


กรณี   ความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอื่น ๆ


         ชื่อ นางพัชร  ตำแหน่ง ครู  สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
          กระทำผิดวินัย เรื่อง     ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอจับกุม ในข้อหารู้ว่าเป็น   คนต่างด้าว (ลาว) เดินทางเข้ามาใน
ราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย   แล้วให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม

          ข้อเท็จจริง  นางพัชรได้ไปเช่าที่ดินเปิดร้านขายอาหารประเภทเนื้อย่างเกาหลี เปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00–24.00 น.โดยระยะแรกได้
จ้างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์มาเป็นลูกจ้างในร้านประมาณ 4-5 คน  ต่อมาประมาณเดือนกรกฎาคม 2547 นางพัชรได้จ้างนางสาวแก้ว และนางสาวอ่อน ซึ่งเป็นคนต่างด้าว (ลาว) เข้าทำงานในร้านของตน       ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2547  เวลาประมาณ 21.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรได้จับกุมตัวนางพัชรดำเนินคดีอาญา ในข้อหารู้ว่าเป็นคนต่างด้าว(ลาว) เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายแล้วให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าว
(ลาว) พ้นจากการจับกุม ใ      นชั้นพนักงานสอบสวน และชั้นศาล นางพัชรให้การรับสารภาพ        วันที่ 20 มกราคม 2548 ศาลจังหวัดได้มีคำพิพากษา ให้จำคุก 3 เดือน ปรับ 2,500 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว
          มาตรา   98 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535
          กรณี  กระทำการใด ๆ อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
          โทษ    ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน
         

 

 

กรณี   กระทำการใด ๆ อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว


          ชื่อ นางณี       ตำแหน่ง ครู สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
          กระทำผิดวินัย เรื่อง  ให้ผู้อื่นประกันสัญญาเงินกู้แล้วไม่ชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้ เป็นเหตุให้ ผู้ค้ำประกันถูกเจ้าหนี้ฟ้องต่อศาล
จนผู้ค้ำประกันถูกบังคับคดียึดบ้านขายทอดตลาด

          ข้อเท็จจริง นายณี ได้กู้เงินจากนางพร เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2543 จำนวนเงิน 15,000 บาท โดยมีนางทองชาวบ้านเป็นผู้ค้ำประกันแล้ว
ไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญา   ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2547 นางพร ได้ฟ้องนางทองให้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้าน และให้ใช้ค่าเสียหายแก่นางพรเดือนละ 500 บาท โดยสำนักงานบังคับคดีได้ยึดบ้านของผู้ค้ำประกันออกขายทอดตลาด  ต่อมานางพา บุตรสาว ของนางทองซื้อบ้านคืน จำนวน 8,000 บาท
  และสำนักงานบังคับคดี อายัดเงินปันผลสหกรณ์ออมทรัพย์ครูของนางณี เพื่อชำระหนี้ โดยนางณียอมรับสารภาพหนี้ทุกประการ   และได้ไปไกล่เกลี่ยกับเจ้าหนี้ โดยตกลงจะชำระหนี้ส่วนที่เหลือเดือนละ 500 บาท ในส่วนที่ตนรับผิดชอบ
          มาตรา 94 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547
          ฐาน    ไม่รักษาชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย
          โทษ    ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน

 

กรณี   กระทำความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว

         ชื่อ นายแอบ  ตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
          กระทำผิดวินัย เรื่อง  ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวดำเนินคดีในข้อหาว่ามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้
รับอนุญาต และผลิต มีไว้  ทำให้แพร่หลายด้วยประการใด ๆ ซึ่งภาพยนตร์แถบบันทึกเสียงและภาพอันลามก

        ข้อเท็จจริง นายแอบ มีพฤติกรรมชอบแอบดูหนุ่มสาวโดยเฉพาะนักศึกษาที่ขึ้นไปมีเพศสัมพันธ์กันบนเขาสุริยันต์ ทั้งในเวลาพักเที่ยงและนอกเวลาราชการ ไม่เว้นวันหยุดราชการ บางครั้งก็นำกล้องถ่ายวิดีโอขึ้นไปแอบถ่ายมาไว้ดูเองและจำหน่ายแจกจ่ายให้แก่ผู้อื่น อันเป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งแถบบันทึกภาพและเสียงอันลามก นอกจากนั้น นายแอบ ยังมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดย
มิได้รับอนุญาต จนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 11 เดือน ปรับ 8,000 บาท  โดยรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี  การกระทำของนายแอบ สร้างความเสื่อมเสียและเสื่อมศรัทธาต่อภาพลักษณ์ของข้าราชการครูโดยรวม  แต่พฤติการณ์ยังไม่เข้าข่ายเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

          มาตรา   98 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535
          กรณี   กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
          โทษ     ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 2 เดือน
         

 

 

การละทิ้งหน้าที่ราชการ (ไม่ร้ายแรง)


         
ชื่อ นายกัน    ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
          กระทำผิดวินัย เรื่อง  ไม่ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่โรงเรียน แต่มาลงเวลาย้อนหลัง เมาสุรา พูดจาไม่สุภาพและสร้างความแตกแยก
ให้แก่ชาวบ้านและคณะครูในโรงเรียน

          ข้อเท็จจริง  ฟังได้ว่านายกันไม่สนใจรับผิดชอบการเรียนการสอนของครู และไม่สนใจการจัด

การเรียนการสอนของนักเรียน    โดยนายกัน มักออกจากโรงเรียนไปดื่มสุรากับชาวบ้านที่ร้านค้าบ้าง ไปปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียนสัปดาห์ละ 1-2 วัน แต่ได้มาลงเวลามาปฏิบัติหน้าที่ราชการย้อนหลัง รวม 12 วัน นอกจากนั้น เนื่องจากนายกันชอบดื่มสุรากับคณะครูและชาวบ้านแล้วจะพูดเสียงดัง ไม่สุภาพเรียบร้อย ชอบโอ้อวด ระราน หาเรื่องทะเลาะ ขัดแย้งกับคณะครูผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนเป็นประจำ
          มาตรา 85 วรรคหนึ่ง มาตรา 92 วรรคหนึ่ง และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ พลเรือน พ.ศ.2535
          ฐาน  ไม่ปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการละทิ้งหน้าที่ราชการ และกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
          โทษ    ลดขั้นเงินเดือน ๑ ขั้น

 

 

การละทิ้งหน้าที่ราชการ (ร้ายแรง)

 

            ชื่อ นายพล      ตำแหน่ง อาจารย์ ๑ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษา
          กระทำผิดวินัย เรื่อง     ไม่มาปฏิบัติราชการตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2547  ติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลา
เกินกว่าสิบห้าวัน    โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการอีกเลย

          ข้อเท็จจริง นายพลไม่มาปฏิบัติหน้าที่ราชการตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2546 จนถึงวันที่ 30 มกราคม 2547 ติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวัน โดยไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการอีกเลย  ซึ่งผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการสืบสวนในเบื้องต้นแล้ว ไม่มีผู้ใดทราบว่านายพลไปอยู่ที่ใด      เพียงแต่คณะครูอาจารย์ในโรงเรียนยืนยันว่าได้พบเห็น นายพลมาปฏิบัติราชการครั้งสุดท้ายประมาณเกือบกลางเดือนธันวาคม 2546 และไม่ได้รับการติดต่อจากนายพลอีกเลย
          มาตรา 92 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535
          ฐาน    ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
          โทษ    ไล่ออกจากราชการ

 

 

กรณี   ความผิดเกี่ยวกับการละเมิดทางเพศนักเรียน


         ชื่อ นายเสือ   ตำแหน่ง ครู  สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
          กระทำผิดวินัยเรื่อง  พยายามข่มขืนกระทำชำเรานางสาวแมว นักเรียน โดยใช้กำลังประทุษร้าย
          ข้อเท็จจริง ได้ความว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2548 เวลาประมาณ 20.30 น. ขณะที่ นางสาวแมว นักเรียนได้เดินทางกลับบ้านโดย
ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปตามเส้นทางถึงบริเวณทางโค้ง
 ปรากฏว่านายเสือได้ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาเบียดนางสาวแมวแล้วพูดว่า “น้อง ๆ ป้ายทะเบียนรถจะหลุดให้หยุดก่อน”  แต่นางสาวแมวไม่ได้หยุดรถ จนกระทั่งนายเสือขี่รถเบียดมากๆ ไม่สามารถขับขี่ต่อไปได้ จึงหยุดรถ  แล้วนายเสือได้ลงมาอุ้มและลากนางสาวแมวเข้าไปข้างทางประมาณ 20-30 เมตร นายเสือได้ใช้กำลังปลุกปล้ำเพื่อข่มขืนกระทำชำเรา   แต่บังเอิญเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจได้ออกตรวจไปพบรถจักรยานยนต์สองคันจอดอยู่เป็นที่น่าสงสัย  จึงถอยรถยนต์กลับมาตรวจดู โดยใช้ไฟฉายส่องดูบริเวณดังกล่าว พบนายเสืออยู่ในท่าโก้งโค้ง  จึงเรียกขึ้นมา พบว่า นายเสือ อยู่ในสภาพแต่งกายไม่เรียบร้อย  ซิปกางเกงไม่รูด ในกระเป๋าพบกุญแจรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันและโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง  ในที่เกิดเหตุได้พบนางสาวแมวแต่งตัวในชุดนักเรียนยืนร้องไห้ ตัวสั่น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวบุคคลทั้งสองไปที่สถานีตำรวจ แล้วแจ้งข้อหานายเสือฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่น ซึ่งมิใช่ภรรยาของตนโดยใช้กำลังประทุษร้าย    ต่อมานายเสือและผู้ปกครองนางสาวแมวได้เจรจาตกลงปรับความเข้าใจกัน   โดยไม่ติดใจเอาความ โดยถอนคำร้องทุกข์และยอมความกันที่สำนักงานอัยการจังหวัด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548
          มาตรา    94 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547
          กรณี  กระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียนและนักศึกษา
          โทษ    ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน
          มติ     ให้เพิ่มโทษเป็นไล่ออกจากราชการ  

 

 กรณี   ความผิดเกี่ยวกับการละเมิดทางเพศ


         ชื่อ นายอดิศร  ตำแหน่ง ครู  สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
          กระทำผิดวินัย เรื่อง  กระทำอนาจารเด็กหญิงน้อย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน ก. เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2548
          ข้อเท็จจริง ได้ความว่า วันเสาร์ที่ 22 มกราคม 2548 เวลาประมาณ 14.00 น.  นายอดิศรได้นัดเด็กหญิงน้อย มาที่โรงเรียนอนุบาล ข. ที่
ตนสอน และทั้งสองได้นั่งรถยนต์ไปด้วยกันที่บ้านนายอดิศร เพื่อไปขนเครื่องคอมพิวเตอร์ ลำโพง และเครื่องดนตรีมาติดตั้งที่หอประชุมโรงเรียนอนุบาล ข. อาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อบรรเลงในงานแต่งงานบุตรสาวนายวันชัย ครูโรงเรียนอนุบาล ข.
 นางพร มารดาเด็กหญิงน้อย ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ร้องเรียนผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาล ข. และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ว่า  
นายอดิศรกระทำอนาจารบุตรสาวของตน เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2548 เวลาประมาณ 14.00 น.  ซึ่งเด็กหญิงน้อยให้ถ้อยคำยืนยันว่า  เมื่อไปถึงบ้านนายอดิศร นายอดิศรลงจากรถเดินไปเปิดประตูหลังบ้าน พร้อมบอกว่าหน้าบ้านมีสุนัขอยู่  แล้วเรียกให้ตนเข้าไปในบ้าน 3 ครั้ง  ตนจึงลงจากรถเข้าไปในบ้าน นายอดิศรบอกว่าแฟนไปจังหวัดพังงา เมื่อตนเข้าไปในบ้านได้นั่งบนเตียงพับ 
 นายอดิศรใช้มือผลักให้นอนบนเตียง แล้วถลกเสื้อชั้นนอกและชั้นในเหนือหน้าอก แล้วใช้ปากดูดนม กัดนม จูบปาก ใช้มือล้วงเข้าไปในกางเกงซึ่งตนสวมไว้ 3 ชั้น    นายอดิศรถอดออก ทั้ง 3 ชั้น แล้วใช้ปาก ลิ้น จูบและเลียอวัยวะเพศ   ตนร้องว่าอย่าทำหนู แต่นายอดิศร ยังกระทำต่อไป  ตนจึงขอเข้าห้องน้ำเพื่อโทร
ถึง 191 แต่ยังไม่ทันได้โทร นายอดิศรได้เคาะประตูให้เปิด       เมื่อตนเปิดประตูออกนายอดิศรได้ผลักขึ้นบันได 3 ขั้น เพื่อขึ้นไปนอนบน
ห้องนอน เมื่อตนเข้าไปถึงเตียงนายอดิศรดันหน้าอกให้นอนลง แล้วกระทำเหมือนเดิมอีกครั้ง
  ตนจึงร้องเสียงดังขึ้น 3 ครั้ง นายอดิศร จึง
หยุดทำพร้อมพูดว่า ถ้าไม่พอใจให้ลุกขึ้นใส่กางเกง
   ตนจึงลุกขึ้นเข้าห้องน้ำ ใส่กางเกง และมานั่งรออยู่ที่เตียงพับ    จนนายอดิศรอาบน้ำ
แต่งตัวเสร็จ จึงขนเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นรถยนต์เรียกตนให้ขึ้นรถยนต์กลับไปโรงเรียนอนุบาล ข. เมื่อประมาณเวลา 16.00 น.   ขณะที่นั่ง
ในรถ นายอดิศรได้พูดกับตนว่า
  เรื่องนี้เรารู้กันสองคนอย่าไปบอกใคร ถ้าบอกใครแล้วครูจะลาออก  ตนและนายอดิศรถึงโรงเรียนอนุบาล ข. เวลาประมาณ 16.30 น. แล้วเข้าไปซ้อมร้องเพลงที่ห้องซ้อม จนเวลาประมาณ 1-2 ทุ่ม   จึงได้ขึ้นร้องเพลง เมื่องานเลิกแล้วนายอดิศรจ่ายเงินให้ 400 บาท ปกติจะจ่ายเพียง 300 บาท พร้อมบอกว่าให้ไปซื้อกระโปรงตัวใหม่ 1 ตัว แล้วไปขึ้นรถยนต์ที่พ่อและแม่มารับกลับบ้านในคืนนั้น

          มาตรา  94 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547
          กรณี กระทำละเมิดทางเพศต่อผู้เรียนนักศึกษาไม่ว่าจะอยู่ในความดูแลและรับผิดชอบของตนเองหรือไม่ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
          โทษ    ตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 2 เดือน
          มติ     เพิ่มโทษจากตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 2 เดือน เป็นโทษปลดออกจากราชการ

 

กรณี   ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและการกระทำผิดอาญา


         ชื่อ นายศร    ตำแหน่ง ครู     สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
          กระทำผิดวินัย เรื่อง   มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) และประเภทที่ 5 (กัญชา)  ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนและศาล         จนศาลจังหวัดมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 8 เดือนและปรับ 11,500 บาท  โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคดีถึงที่สุดแล้ว
          ข้อเท็จจริง นายศร ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดีอาญา ข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 2 เม็ดและยาเสพติด
ให้โทษประเภท 5 (กัญชา) จำนวน 1 ถุงเล็ก
 มีน้ำหนัก 1.90กรัม ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต   นายศรรับสารภาพในชั้นสอบสวนและชั้นศาล ศาลจังหวัดมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522  พิพากษาจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 23,000 บาท  แต่เนื่องจากจำเลย ให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงให้ลงโทษจำคุก 8 เดือน ปรับ 11,500 บาท โทษจำคุก
ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี

          มาตรา    98 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535
          กรณี   กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
          โทษ     ปลดออกจากราชการ

 

 

กรณี   ความผิดเกี่ยวกับการพนันและประพฤติตนไม่เหมาะสม


         ชื่อ นางพิมพ์พร    ตำแหน่ง ครู     สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
          กระทำผิดวินัย เรื่อง เล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันโดยผิดกฎหมาย
          ข้อเท็จจริง ผลการสอบสวนได้ความว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมนางพิมพ์พร กับพวก รวม 10 คน เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ในข้อหาเล่นการพนันไพ่ตุ่ยเอาทรัพย์สินกันโดยผิดกฎหมาย ส่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาล   ศาลจังหวัดได้พิพากษา โดยปรับ
นางพิมพ์พร 1,500 บาท และเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนางพิมพ์พรกับพวก รวม 6 คน  ในข้อหาร่วมกัน
เล่นการพนันไพ่ป๊อกแปดเก้าเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต
 นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย   พนักงานอัยการ
ได้ยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาล
    ซึ่งศาลจังหวัดมีคำพิพากษาให้ลงโทษปรับนางพิมพ์พรกับพวกคนละ 1,500 บาท
          มาตรา    98 วรรคสองและวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535
          กรณี   กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และเล่นการพนันเป็นอาจิน
          โทษ     ปลดออกจากราชการ
          หมายเหตุ เรื่องนี้เดิมผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือนนางพิมพ์พร 1 ขั้น อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการพิจารณาแล้วมีมติให้เพิ่มโทษเป็นปลดออกจากราชการ

 


เนื้อหาปัจจุบันที่ท่านกำลังอ่าน คือ เรื่องที่ 3 ชื่อ file:topic3_3.htm
อ่านเรื่องอื่นๆ ...[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ] [ 4 ]

.
-->

งานสารสนเทศสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดตราด
เลขที่ 347 หมู่ 9 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด 23000
โทร 0 3951 8091 โทรสาร 0 3951 8092
http://trat.nfe.go.th/
ติดต่อมาได้ที่
 

พัฒนา ระบบ Web โดย สุธี วรประดิษฐ
Update ข้อมูลโดย สุธี วรประดิษฐ เมื่อ